มารู้จักกับความเป็นมาของเครื่องหนังกันเถอะ

หนัง (Leather) เป็นวัสดุที่มนุษย์ใช้มาตั้งแต่ยุคหิน เนื่องจากมุนษย์ยุคหินล่าสัตว์เป็นอาหาร หนังสัตว์ (Animal Hides) จึงเป็นวัสดุสำคัญของมนุษย์ยุคนั้น โดยหนังในยุคนั้นถูกนำมาทำเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หรือที่รองเขียน แต่ในยุคหินมนุษย์ยังไม่รู้จักวิธีการแปรสภาพหนังสัตว์ หนังที่ได้ก็จะแข็งตัวเมื่ออุณหภูมิต่ำ และเปื่อยเน่าเมื่ออุณหภูมิสูงต่อมามนุษย์เริ่มรู้จักการทำให้หนังทนทานมากขึ้น ผ่านการรมควัน การตากแดด ทาด้วยไขมันสัตว์ และสุดท้ายมาพบกับวิธีที่ดีที่สุดเรียกว่า ‘การฟอกหนัง Tanning’ การฟอกหนังสัตว์แต่ละชนิดมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป แต่หลักสำคัญคือการเปลี่ยนโครงสร้างโปรตีนของหนังดิบ ทำให้หนังมีความคงทน และคงสภาพไปอีกหลายสิบปี โดยปัจจุบันหนังวัวเป็นหนังที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

การฟอกหนังแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่
1.การฟอกฝาด (Vegetable Tanning) เป็นการนำแทนนิน (Tannin) สารสกัดธรรมชาติจากส่วนต่างๆ ของพืช มาใช้ในการฟอกหนัง โดยวิธีนี้จะใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน เพื่อปรับสภาพหนังให้นุ่มโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น

ข้อดี : การฟอกฝาดเป็นวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หนังที่ได้ก็จะมีความสวยงามแบบธรรมชาติ ยิ่งใช้นาน ยิ่งสวย
ข้อเสีย : มีขั้นตอนที่เยอะ ใช้เวลานาน ทำให้หนังฟอกฝาดมีราคาสูง

2.การฟอกโครม (Chrome Tanning) เป็นการฟอกหนังโดยใช้สารเคมี ได้แก่ โครเมียมซัลเฟต วิธีนี้จะใช้ทำให้หนังที่ได้มีสีฟ้า และเรียกว่า ‘Wet Blue’ โดยจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วันเท่านั้น ปัจจุบันการฟอกโครมมีการเปลี่ยนวิธีไปหลากหลาย เพื่อสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

ข้อดี : ใช้เวลาน้อย สารเคมีราคาไม่สูง ทนต่อความร้อนและความชื้นดีกว่า
ข้อเสีย : โรงฟอกหนังต้องมีการบำบัดสารเคมี และไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันหนังแท้ส่วนใหญ่จะฟอกด้วยวิธีการฟอกโครม ซึ่งประหยัดเวลาและต้นทุนมากกว่า ซึ่งเหมาะกับการผลิตสินค้าสำเร็จรูปในโรงงานที่ต้องการปริมาณมาก

ในขณะที่หนังฟอกฝาดจะนิยมขายเป็นแผ่นเพื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าแฮนด์เมด และงานคราฟต์ต่างๆ โดยหนังฟอกฝาด มีราคาเฉลี่ยสูงกว่าหนังฟอกโครม ประมาณ 2-3 เท่า

การฟอกฝาดและการฟอกโครม เป็นขั้นตอนพื้นฐานในการแปรสภาพหนังวัวหรือหนังควาย (Cattle Leather) ส่วนหนังประเภทอื่นๆ ก็จะมีการเพิ่มหรือลดขั้นตอนของการฟอกหนังตามคุณสมบัติของหนังแต่ละชนิด

หนังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ หนังแท้ และ หนังเทียม
หนังแท้ หมายถึง หนังจากสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ โดยหนังแท้นิยมแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

1.หนังวัวหรือควาย (Cattle Leather) เป็นหนังสัตว์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากคุณสมบัติที่มีความนุ่ม ความสวยงาม สามารถนำมาพัฒนาต่อเป็นหนังได้หลากหลายประเภท ได้แก่ Full Grain Leather, Top Grain Leather, Split Grain Leather, Nubuck Leather หรือ Suede Leather เป็นต้น

2.หนังแกะ หนังแพะ และหนังหมู (Sheep Goat and Pig Leather) เป็นหนังสัตว์ที่ได้รับความนิยมรองลงมาจาก หนังวัวหรือหนังควาย เนื่องจากมนุษย์นิยมนำสัตว์เหล่านี้มาทำอาหาร ทำให้หนังของมันจึงเป็นวัสดุที่เกิดขึ้นในกระบวนการ

3.หนังสัตว์อื่นๆ (Exotic Leather) เช่น ช้าง ปลา กวาง นกกระจอกเทศ กระต่าย จระเข้ งู กิ้งก่า หมี สุนัขจิ้งจอก จิงโจ้ เป็นต้น หนังสัตว์อื่นๆ มักถูกต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์สัตว์มาโดยตลอด เนื่องจากหนังสัตว์เหล่านี้มักได้มาจากการล่าสัตว์ที่ผิดกฎหมาย ต่างจากหนังวัวที่มีการทำปศุสัตว์ที่ชัดเจน และสามารถเอาทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้

 

หนังเทียม หรือ หนังสังเคราะห์ (Synthetic Leather)

หนังสังเคราะห์ คือ หนังทุกชนิดที่วัสดุส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากขั้นตอนธรรมชาติ โดยปัจจุบันหนังสังเคราะห์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีลักษณะและคุณสมบัติคล้ายคลึงหนังแท้มาก โดยหนังสังเคราะห์ที่นิยมใช้ มี 3 ประเภท ได้แก่

1.หนังพียู (Polyurethane Leather) คือ หนังสังเคราะห์ที่ใช้พลาสติกประเภทโพลียูรีเทนในการเคลือบพื้นผิวบนหนังชั้นสปลิต (Split Leather) อีกทีหนึ่ง เพื่อเลียนแบบพื้นผิวให้เหมือนหนังธรรมชาติ โดยปัจจุบันมีใช้ผ้าถัก ผ้าทอ และผ้าชนิดต่างๆ แทนการใช้หนังสปลิตเพื่อลดการใช้หนังธรรมชาติ และลดต้นทุนการผลิต หนังพียูมักนิยมนำมาทำกระเป๋าหนังในอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มีการผลิตจำนวนมาก โดยอายุของหนังพียูจะอยู่ประมาณ 3-20 ปีตามคุณภาพ และการดูแลรักษา

2.หนังพีวีซี (Polyvinyl Chloride Leather หรือ Vinyl Leather) คือ หนังสังเคราะห์จากสารแคมีชนิดต่างๆ ได้แก่ พีวีซีเรซิน พลาสติไซเซอร์ และสารเติมแต่งชนิดต่างๆ โดยหนังพีวีซีจะไม่ใช้ส่วนประกอบหนังธรรมชาติเลย แต่จะใช้สารสังเคราะห์หลายชนิดที่ทำให้พลาสติกพีวีซีอ่อนตัว มีผิวสัมผัสเหมือนหนังธรรมชาติ

ความแตกต่างระหว่างหนังพีวีซีกับหนังพียู คือ หนังพีวีซีจะทนทานกว่าหนังพียูเนื่องจากมีการเติมสารเคมีหลายชนิดเพื่อลดจุดด้อยของหนังพียู แต่หนังพียูจะให้ผิวสัมผัสที่เหมือนหนังแท้มากกว่าหนังพีวีซี และมีราคาที่สูงกว่าเช่นกัน

โดยรวมแล้วหนังพีวีซีจะนิยมนำมาใช้กับเฟอร์นิเจอร์ เนื่องจากมีราคาถูกที่สุด สามารถทำสีได้หลากหลาย และมีความทนทาน

 

3.หนังไมโครไฟเบอร์ (Micro Fiber Leather) คือ หนังสังเคราะห์ที่มีความคล้ายคลึงกับหนังพียูมาก เนื่องจากใช้สารโพลียูรีเทนเคลือบผิวด้านนอกเหมือนกัน แต่สารพียูที่ใช้ในหนังไมโครไฟเบอร์นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาจากหนังพียู ทำให้มีความทนทานรอยขีดข่วน ความทนทานกรดและด่าง ความทนทานการย่อยสลายมากกว่าหนังพียูแบบเดิม รวมไปถึงราคาที่สูงกว่าเช่นกัน

นอกจากนั้นโครงสร้างที่แตกต่าง คือ ด้านในของหนังไมโครไฟเบอร์มีผ้าที่ทำจากไมโครไฟเบอร์ทำให้มีความนุ่มไม่แพ้ ยืดหยุ่น และทนทานกว่าหนังพียูนั่นเอง

 

วิธีการใช้หนังสังเคราะห์ : ถึงแม้ว่าหนังสังเคราะห์จะแบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ แต่คุณภาพของหนังก็ขึ้นอยู่กับวัสดุและกระบวนการผลิต เพราะฉะนั้นหนังพียูบางชนิดก็มีราคาสูงกว่าหนังไมโครไฟเบอร์ หรือ หนังพีวีซีที่คุณภาพดีก็ไม่ได้จำกัดการใช้อยู่แค่เฟอร์นิเจอร์ แต่สามารถเอามำสินค้าแฟชั่นได้เช่นกัน

ฉะนั้นเครื่องหนังจะมีคุณภาพมากขนาดไหน ความสามารถของช่างทำเครื่องหนัง และการเลือกหนังมาใช้ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้กัน